ประเภทรถเข็น

รวม 5 ประเภทรถเข็น ที่นิยมใช้ในธุรกิจบริการ

อย่างที่รู้กันว่ารถเข็นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท หลากวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ซึ่งคนที่อยู่ในภาคธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม รีสอร์ต ที่พัก สถานพยาบาล ร้านอาหาร ฯลฯ การเลือกประเภทของรถเข็นให้เหมาะกับลักษณะงานย่อมช่วยสร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ทำงานง่ายดาย สะดวก เสร็จเร็วขึ้น ลดภาระของพนักงานลงอีกเยอะมากทีเดียว วันนี้เราจะมาแชร์ 5 ประเภทรถเข็น ที่นิยมใช้ในธุรกิจบริการกัน!

ประเภทรถเข็นที่นิยมใช้กับงานบริการ 

1. รถเข็นสัมภาระ 

ลักษณะจะมีราวสูงเพื่อให้สามารถจัดเก็บสัมภาระต่าง ๆ ได้ปริมาณเยอะต่อการเข็น 1 ครั้ง พบเจอได้กับธุรกิจบริการประเภทโรงแรม ที่พัก รีสอร์ต ถือเป็นงานเซอร์วิสที่ช่วยสร้างความประทับใจต่อลูกค้าได้มากทีเดียว

2. รถเข็นผ้า

รถเข็นผ้าจะมีการออกแบบหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานตามประเภทของผ้า เช่น รถเข็นสเตนเลสตาข่ายสำเร็จเข็นผ้าแห้งที่ยังไม่ได้ผ่านการทำความสะอาด รถเข็นผ้าพร้อมถุงใช้กับการเข็นผ้าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เป็นต้น

3. รถเข็นแม่บ้านทำความสะอาด 

สำหรับรถเข็นทำความสะอาดจะมีจุดประสงค์เฉพาะในการให้แม่บ้านใช้เพื่อทำความสะอาดจุดต่าง ๆ ลักษณะของรถเข็นนี้มีความเฉพาะตัวสูงมาก เช่น การออกแบบให้สามารถแขวนถุงขยะหรือตั้งวางถังขยะขนาดกลางได้ มีลิ้นชักจัดเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดอย่างพวกน้ำยาเช็ดพื้น น้ำยาเช็ดกระจก ถุงขยะ มีช่องสำหรับแขวนไม้กวาด ไม้ถูพื้น เป็นต้น เหมาะกับใช้ในทุกธุรกิจไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร ฯลฯ

4. รถเข็นอาหาร 

นี่คือรถเข็นที่ถูกใช้เพื่อเข็นอาหารเตรียมพร้อมเสิร์ฟลูกค้าแต่ละโต๊ะ ลักษณะจะออกแบบเป็นชั้นมีขนาดสูงพอเหมาะให้สามารถวางจาน ชาม หม้อไฟต่าง ๆ เพื่อเสิร์ฟได้ง่ายขึ้น เหมาะกับธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจจัดเลี้ยงต่าง ๆ หรือห้องอาหารของโรงแรม

ซึ่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร นอกจากการใช้รถเข็นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านบริการแล้ว เราแนะนำให้ติดเครื่องตรวจจับแก๊ส LPG เพื่อความปลอดภัยด้วยเช่นกัน

5. รถเข็นเก็บจาน 

รถเข็นสำหรับธุรกิจบริการประเภทสุดท้ายที่ขอแนะนำคือรถเข็นเก็บจาน ลักษณะจะคล้ายกับรถเข็นอาหารแต่ชั้นวางถูกออกแบบให้เหมาะกับการวางกะละมังหรือถาดทรงสูงสำหรับใช้เก็บจานชามที่ลูกค้าทานหมดเรียบร้อยแล้ว รวมถึงด้านหลังยังมีช่องสำหรับตั้งวางถังขยะหรือจุดแขวนถุงขยะเพื่อทิ้งเศษอาหารด้วย

รถเข็นแต่ละประเภทที่แนะนำมาหากมองในภาพรวมแล้วถูกออกแบบเพื่อให้เหมาะกับลักษณะของการทำงานเหล่านั้นโดยเฉพาะ ซึ่งประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความสะดวก การทำงานรวดเร็วขึ้น ผลลัพธ์ของงานออกมามีคุณภาพ ลูกค้าพึงพอใจ สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจได้สูงขึ้นกว่าเดิม 

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในการใช้รถเข็นนอกจากความเชี่ยวชาญของพนักงานแล้ว ต้องเลือกซื้อรถที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน คุ้มค่ากับการจ่ายเงินที่สุด รวมถึงหมั่นดูแลรักษาเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ต้องเสียเงินซ่อมหรือซื้อใหม่โดยใช่เหตุ

แก๊สรั่ว สาเหตุ การป้องกัน LPG รั่ว

แก๊สรั่ว การป้องกัน การสังเกต และการตรวจจับเพื่อความปลอดภัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแทบทุกครัวเรือนในปัจจุบันต้องใช้งานถังแก๊สสำหรับประกอบอาหารกันอยู่แล้ว ความเสี่ยงที่จะเจอปัญหา “แก๊สรั่ว” ลุกลามจนถึงไฟไหม้จึงเป็นสิ่งที่พบเจอบ่อยครั้ง การรู้วิธีสังเกต เข้าใจแนวทางป้องกันเบื้องต้น รวมถึงมีตัวช่วยในกลุ่มเครื่องตรวจจับแก๊สรั่วย่อมเพิ่มความปลอดภัยต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนได้เป็นอย่างดี มาศึกษาแนวทางทั้งหมดกันได้เลย

สังเกตอย่างไรว่าบริเวณดังกล่าวอาจกำลังมีปัญหาแก๊สรั่ว

แก๊สรั่ว ในครัว LPG
ตัวอย่างเหตุการณ์แก๊สรั่ว

ปกติเมื่อคุณปิดใช้งานแก๊สแล้วจะต้องไม่มีกลิ่นของเหลวระเหยออกมาจนจมูกสัมผัสได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่สัมผัสกับกลิ่นดังกล่าวให้ประเมินเบื้องต้นไว้ก่อนเลยว่าอาจเกิดปัญหาแก๊สรั่ว ขั้นตอนต่อมาพยายามถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่าง อย่าทำให้เกิดประกายไฟใด ๆ ทั้งสิ้น จากนั้นลองนำสบู่ไปลูบบริเวณถังแก๊ส วาล์ว ข้อต่อ แกนลูกบิด และจุดต่าง ๆ ที่รู้สึกสงสัย หากบริเวณไหนมีจุดฟองสบู่ผุดขึ้นนั่นคือสิ่งที่บอกเลยว่ากำลังเจอปัญหาใหญ่เข้าให้ ต้องรีบแจ้งหน่วยกู้ภัยหรือร้านแก๊สให้รีบมาเปลี่ยนทันที

การป้องกันเบื้องต้นไม่ให้เกิดปัญหาแก๊สรั่ว

ความอันตรายของแก๊สรั่วรุนแรงเกินบรรยายอย่างที่ทุกคนคงพอเห็นจากข่าวบ่อย การรู้วิธีป้องกันเบื้องต้นจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งชีวิตของตนเอง บุคคลอันเป็นที่รัก คนรอบข้าง และทรัพย์สินค่าง ๆ อีกด้วย ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ได้เลย

เครื่องตรวจจับแก๊ส
เครื่องตรวจจับแก๊สจาก ActiveSonic
  • ตรวจสอบสภาพของถังแก๊สเป็นประจำ ยิ่งถ้าได้ถังเก่า มีสนิม หรือสภาพไม่ค่อยดี แนะนำให้รีบเปลี่ยนใหม่ทันที
  • ควรตั้งถังแก๊สบริเวณพื้นที่เปิด อากาศถ่ายเทได้ดี แต่ถ้ากรณีต้องตั้งไว้ในพื้นที่อับ คับแคบ ควรตั้งให้ห่างจากประตูเข้า-ออก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้หนีทัน
  • หลังใช้งานทุกครั้งควรปิดวาล์วแก๊สให้สนิท ป้องกันการรั่วไหลของแก๊สภายในถัง
  • มีการติดตั้งถังดับเพลิงสำหรับควบคุมเปลวเพลิงในกรณีที่แก๊สรั่วและมีประกายไฟติดบริเวณหัวถัง

แนะนำติดตั้งเครื่องตรวจจับแก๊สรั่วเพื่อความปลอดภัย

เครื่องตรวจจับแก๊สรั่วในครัว
เครื่องตรวจจับแก๊สรั่วในครัว Dual Gas (LPG และ CO) โดย ActiveSonic

จากคำแนะนำเบื้องต้นจะเห็นว่าเป็นวิธีป้องกันปัญหาในระดับหนึ่ง แต่บางทีคุณอาจไม่ได้สัมผัสกับสัญญาณเตือนของแก๊สรั่ว เช่น บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับการรับกลิ่น หรือไม่ได้อยู่ในบริเวณที่แก๊สกำลังรั่ว วิธีป้องกันดีที่สุดจึงอยากแนะนำให้ติดตั้งเครื่องตรวจจับแก๊สรั่วเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับทุกสิ่งโดยรอบจะดีที่สุด เมื่อเครื่องได้รับไอแก๊สจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนให้รู้ทันที จากนั้นจึงรีบเข้าสู่การแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญรับรองปลอดภัยไร้กังวล

อย่าประมาทเลินเล่อกับเรื่องแก๊สรั่วเป็นอันขาด ความเสียหายที่คุณเจอมันรุนแรงเกินรับไหว นอกจากคอยระวังแล้วแนะนำให้ติดตั้งเครื่องตรวจจับแก๊สรั่วช่วยเพิ่มความมั่นใจและปลอดภัยได้อย่างแน่นอน

วิธีไล่หนูในรถยนต์ ป้องกันหนูเข้าไปในห้องเครื่อง

7 วิธีไล่หนูในรถยนต์ ป้องกันหนูเข้าไปในห้องเครื่อง

ปัญหาน่าหนักใจที่ชวนให้เจ้าของรถยนต์หลายคนต้องร้องอี๋ก็คือ มีหนูชอบเข้าไปเข้าไปอาศัยอยู่ในห้องเครื่องของรถยนต์ สร้างความรำคาญ ทิ้งสิ่งปฏิกูลไว้จนส่งกลิ่นเหม็นและสกปรก หรืออาจรุนแรงถึงขั้นกัดสายไฟหรือสายเบรกจนส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ได้ เพราะมันชอบเข้าไปหลบฝนที่เครื่องยนต์ หรือบางครั้งก็เข้ามาภายในรถโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว เพราะหนูมันชอบที่จะเข้ามาหากินเศษอาหารที่อยู่ในรถยนต์ หากเข้ามาภายในรถ ยังหาตัวจับได้ง่าย ไล่แล้วก็ไป วิธีไล่หนูในรถยนต์ จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตก

แต่วันนี้เรามีวิธีไล่หนูในรถยนต์ ป้องกันหนูเข้าไปในห้องเครื่องมาแนะนำให้ลองทำตามง่ายๆ ด้วย 7 วิธี ดังต่อไปนี้ (แนะนำให้ทำควบคู่กันอย่างน้อย 5-6 วิธีในนี้)

วิธีไล่หนูในรถยนต์ ป้องกันหนูเข้าไปในห้องเครื่อง

มาเริ่มกันเลย!

1. ทำความสะอาดห้องเครื่องรถยนต์

ทำความสะอาดห้องเครื่องของรถยนต์ให้สะอาดหมดจด ซึ่งต้องระมัดระวังด้วยการล้างหลังจากที่จอดรถยนต์ให้เครื่องเย็นไว้สักพักแล้วเท่านั้น ใช้ถุงพลาสติกครอบบริเวณฟิวส์ กล่องแปลงกระแสไฟฟ้า และสายไฟ ก่อนที่จะทำความสะอาดด้วยการเช็ดด้วยฟองน้ำผสมน้ำยาล้างจาน แล้วฉีดน้ำทำความสะอาด ยกเว้นรถยนต์แบบไฮบริดที่แนะนำให้เช็ดทำความสะอาดแบบแห้งเท่านั้น หากคุณไม่มั่นใจ ก็สามารถใช้บริการคาร์แคร์ใกล้บ้านจะดีที่สุด

2. ติดเครื่อง และเปิดฝากระโปรงรถยนต์ทิ้งไว้

อีกหนึ่ง วิธีไล่หนูในรถยนต์ ที่ง่ายมา และทำได้เลยคือการจอดรถไว้ในที่ร่มแล้วเปิดฝากระโปรงแล้วติดเครื่องทิ้งไว้สักพัก เพื่อสร้างความรำคาญให้กับหนูแล้วหนีออกมา

วิธีนี้จากที่เคยลองต้องอาศัยความสม่ำเสมอหน่อย เช่น หากจอดรถอยู่บ้านก็ออกไปสตาร์ทเป็นช่วงๆ เพื่อให้หนูเริ่มชินว่าอยู่แถวนี้ไม่ได้

แต่ปัญหาคือ แล้วตอนกลางคืนล่ะ..? ดังนั้นเราเลยแนะนำให้ทำวิธีที่ 3 นี้ด้วย

3. ใช้อุปกรณ์ไล่หนู

อุปกรณ์ไล่หนูมีหลายอย่างด้วยกัน ทั้งกาวดักหนู กับดักหนู ที่ต้องล่อด้วยของกิน ไล่ด้วยการวางห่อบรรจุลูกเหม็น ไล่ด้วยยาไล่หนูที่มีทั้งแบบแผ่น แบบเม็ด หรือเป็นน้ำยาไล่หนู แต่อุปกรณ์เกล่านี้สร้างปัญหาตามมา ตรงที่เราต้องไปคอยเก็บซาก บางทีก็เหม็นเน่า

อุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเลยหนีไม่พ้น เครื่องไล่หนู ซึ่งควรเป็นเครื่องไล่หนูแบบที่ปล่อยคลื่นเสียง Ultrasonic และ Electromagnetic ได้ รวมๆ แล้ว 4 คลื่น เพราะบางยี่ห้อมีราคาถูกโดยสามารถปล่อยได้แค่คลื่นเดียว ก็จะทำให้ประสิทธิภาพต่ำลง

เครื่องไล่หนู

ซึ่งเสียงเหล่านี้จะส่งผลให้หนูเกิดอาการรำคาญ โดยเครื่องที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ APR-502 ที่ตอนนี้ทาง ActiveSonic จัดโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะเดือนนี้ จาก 1,990 บาท เหลือ 990 บาทเท่านั้น และ APR-501 เหลือ 790 บาท

รีวิว เครื่องไล่หนู โรงจอดรถ ไฟฟ้า
รีวิวความประทับใจจากผู้ใช้ ไล่หนูในรถยนต์ และโรงรถ ด้วยเครื่องไล่หนู APR-502

การติดเครื่องไล่หนูไม่ควรติดในที่แจ้ง เพราะเครื่องไม่กันน้ำ และควรติดอย่างน้อย 2-3 จุด เพื่อป้องกันไม่ให้หนูย้ายจากอีกที่ไปอยู่อีกที่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องกำจัดแหล่งอาหารให้ได้ เพราะหากแหล่งอาหารเยอะ มีของอร่อยๆ มายั่ว บางทีเจ้าหนูก็อาจยอมฝ่าคลื่นเพื่อไปกินอาหารได้เหมือนกัน

ติดต่อ ActiveSonic เพื่อสอบถามเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อสินค้าราคาโปรโมชัน

4. ทำความสะอาดภายในรถยนต์

หนูชอบเข้ามาในรถยนต์เพื่อหาเศษอาหารกิน เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นทำความสะอาดภายในรถอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่เพิ่งทานอาหารบนรถเสร็จใหม่ๆ รวมไปถึงทำความสะอาดแหล่งน้ำขังภายในรถของเราด้วย เมื่อกำจัดแหล่งอาหารของหนูทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะไม่มีกลิ่นของอาหารคอยดึงดูดหนูให้กลับเข้ามาได้อีก

5. ปิดใต้ท้องรถ

​รถบางรุ่นปิดใต้ท้องรถมาค่อนข้างมิดชิดแล้ว ทำให้ไม่เป็นที่น่าเป็นห่วงมากเท่าไหร่ แต่ถ้าที่ปิดพังจนมีรูให้หนูมุดเข้าไปได้ หรือรถบางรุ่นไม่ได้มีที่ปิดใต้ท้องรถอย่างมิดชิด ก็อาจจะต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ให้เรียบร้อย ซึ่งหาได้ตามร้านประดับรถยนต์

6. ย้ายที่จอดรถ

คุณจอดรถไว้ที่ไหน? อยู่ใกล้กับแหล่งที่หนูชอบอยู่อาศัยอย่างตามท่อหรือถังขยะหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็อาจจะต้องเปลี่ยนที่จอดรถ หรือถ้าจอดไว้ภายในโรงรถ ก็อาจจะต้องทำความสะอาดโรงรถให้เรียบร้อยอีกแรง

7. เลี้ยงแมวไว้ที่บ้าน

เครื่องมือไล่หนูที่ดีที่สุดก็คือแมว เพราะเป็นสัตว์ที่ว่องไวและไล่หนูเก่งมาก ถ้ามีแมวไว้ที่บ้าน รับรองว่าจะเป็นวิธีไล่หนูในรถและยังไล่หนูในบ้านได้อีกด้วย แต่ที่สำคัญคือต้องลองดูตำแหน่งให้ดี เพราะถ้าหนูชอบมาอยู่แถวโรงรถ แต่เลี้ยงแมวในบ้านแบบนี้ก็ไม่โอเค

อาจจะต้องให้กรงแมวอยู่แถวๆ โรงจอดรถ หรือหากจะเปลี่ยนเป็นสุนัข และล่ามไว้แถวโรงจอดรถก็ได้เช่นกัน

และนี่ก็คือวิธีไล่หนูในรถที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ วิธีกําจัดหนูในรถวิธีไหนที่คุณสะดวกที่สุดก็สามารถนำไปปฏิบัติได้เลย การหาที่จอดรถใหม่และเลี้ยงแมวอาจจะไม่สะดวกสำหรับบางคน ก็อาจจะเริ่มด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการลองสตาร์ทเครื่องแล้วเปิดฝากระโปรงทิ้งไว้และใช้อุปกรณ์ไล่หนู

ถ้าได้ผลแล้ว แนะนำให้ซื้อแผ่นปิดใต้ท้องรถมาปิดไว้ให้มิดชิด ไม่ให้มีหนูสามารถเข้าไปข้างในตัวเครื่องได้ เพราะนี่คือทางเข้าที่ทำให้หนูสามารถเข้าไปภายในห้องเครื่องได้โดยตรง ซึ่งอาจจะต้องลงทุนกันสักหน่อย

แต่รับรองว่าคุ้มกว่าการต้องซื้ออะไหล่ใหม่เพราะหนูกัดจนพัง และสุดท้ายก็ต้องหมั่นคอยทำความสะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนูและป้องกันหนูเข้าห้องเครื่องอีกแรง

ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด Oxygen Saturation SpO2

เผยความลับเกี่ยวกับ ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด

ออกซิเจนเป็นก๊าซที่อยู่รอบๆ ตัวเรา โดยในอากาศรอบตัวเราจะมี ออกซิเจนเป็นส่วนประกอบ 21% ในขณะที่อีก 78% จะเป็นก๊าซไนโตรเจน และอีก 1% ที่เหลือคือก๊าซอื่นๆ ซึ่ง ออกซิเจนคือก๊าซที่ร่างกายของเราจะเก็บไว้เวลาที่เราหายใจเข้า จากนั้นก็จะเข้าสู่กระแสเลือด และนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้น ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด คือ สิ่งที่สำคัญต่อชีวิตเรามาก เพราะหาก ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือก หรือ Oxygen Saturation ต่ำ ก็จะเป็นอันตรายต่อการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกายเราได้

ออกซิเจนเข้าไปในเลือดได้อย่างไร

เวลาเราหายใจ อากาศก็จะเข้าไปในปอด ในปอดของเราจะมีถุงลมเล็กๆ เต็มไปหมด โดยถุงลมเป็นส่วนที่ มีหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ ระหว่างก๊าซออกซิเจน (O2) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในถุงลมของเราจะสามารถให้ก๊าซออกซิเจน (ก๊าซที่ดีต่อร่างกาย) และก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ (ก๊าซที่ไม่ดีต่อร่างกัน) ซึมผ่านได้ โดยที่จะให้ก๊าซออกซิเจนซึมเข้าสู่เส้นเลือด และจะให้ก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ซึมออกมา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเข้าไปในในร่างกาย ก่อนที่จะนำเลือกกลับเข้า สู่หัวใจของเรา

เมื่อออกซิเจนเข้าไปในเส้นเลือดแล้ว ก็จะละลายไปกับน้ำในเลือด และจะไปจับกับฮีโมโกลบิน หรือจับกับเม็ดเลือกแดงของเรานั่นเอง

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับถุงลมโป่งพอง ที่อาจส่งผลต่อ ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด

อย่างที่ทราบกันแล้วว่าถุงลมมีหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปในเลือด และส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของล่างกาย แต่ในกรณีที่เราสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ จะเริ่มมีอาการไอเรื้อรัง และทำให้เกิดภาวะ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้ถุงลมเริ่มขาด เนื่องจากขาดความยืดหยุ่น โดยเมื่อถุงลมเริ่มทะลุ ถุงลมหลายๆ ถุงก็จะเริ่มรวมตัวกันจนเป็นถุงลมขนาดใหญ่ขึ้น เราจึงเรียกว่า “ถุงลมโป่งพอง”

แลกเปลี่ยน ออกซิเจนในเลือด ความเข้มข้น
ภาพเอกซเรย์ปอด จุดที่แลกเปลี่ยน ออกซิเจนในเลือด

ถุงลมในปอดจะถูกทำลาย ทำให้ความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซลดน้อยลง ส่งผลให้คนที่สูบบุหรี่ไปนานๆ จะเริ่มง่าย หอบง่าย และ อาจทำให้สุขภาพ ไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจากขาดออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ซึ่งโรคนี้จะไม่สามารถรักษาให้หายได้ เรียกว่าเป็นแล้วเป็นเลย ยิ่งเป็นเยอะก็จะมีความเป็นไปได้ที่อาหารจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นยังไม่เยอะมาก และหยุดตัวกระตุ้น ซึ่งก็คือ บุหรี่ ก่อนที่จะมีอาการรุนแรง หรือมีโรคอื่นแทรกซ้อนเข้ามา ก็มีโอกาสที่อาการจะทรงๆ อยู่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย ดังนั้นดีที่สุดคือเลิกบุหรี่กันเถอะ

โดยผู้ที่สูบบุหรี่จัด และเริ่มอยู่ในวัยกลางคน ควรหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีอยู่ตลอดเวลา ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อนำออกซิเจนเข้าร่างกายเยอะๆ และควรตรวจ ความอิ่มตัว หรือ ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดอย่างเป็นประจำ

ความอิ่มตัว หรือ ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด

เมื่อออกซิเจนจับกับเม็ดเลือดแดงครบทุกเม็ดแล้ว มันก็จะมีความอิมตัวเกิดขึ้น เช่น หากในเซลเม็ดเลือดแดงนั้นมีฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง 100 หน่วย และทั้ง 100 หน่วยได้จับกับออกซิเจนครบแล้ว ก็จะมีความอิ่มตัวเป็น 100% ซึ่งก็จะถือว่ามีออกซิเจนเพียงพอในการที่จะส่งไปใช้งานในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ซึ่งโดยคนทั่วๆ ไป ค่าความอิ่มตัวนี้ควรจะอยู่ที่ 95%-100% โดยในสมัยนี้ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย เราสามารถตรวจ ความอิ่นตัวออกซิเจนในเลือด ได้ด้วยเครื่อง Oximeter โดยสามารถตรวจเองที่บ้านได้ง่ายๆ

ทำไมถึง ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด ต่ำ

เป็นไปได้ที่เวลาเราหายใจเข้าไปโดยมีก๊าซพิษ เช่น ควันรถ ควันไฟ เข้าไปด้วยในจำนวนที่เยอะ ทำให้แทนที่ออกซิเจนจะไปจับกับฮีโมโกลบิน กลายเป็นก๊าซพิษอื่นๆ กลับเข้าไปจับตัวกับฮีโมโกลบินแทน เช่น หากมีฮีโมโกลบิน 100 หน่วย สามารถจับกับออกซิเจนได้ 90 หน่วย ที่เหลืออีก 10 หน่วย ไปจับกับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดก็จะเหลือเพียง 90%

การวัดความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดนั้นสำคัญโดยเฉพาะเวลาต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือบริการทางการแพทย์อื่นๆ เช่นการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF Bangkok ที่ก็ต้องวัดความเข้มข้นของออกซิเจนก่อนให้บริการ เพราะข้อมูลนี้จะช่วยบอกความพร้อมของสภาพร่างกายด้วย

เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด

หากใครเคนสังเกตที่โรงพยาบาลนอกจากจะวัดความดันเลือดแล้ว เดี๋ยวนี้จะมีเครื่องเล็กๆ มีหนีบที่ปลายนิ้วเราด้วย นั่นแหละคือ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ซึ่งเครื่องนี้เราเรียกว่า Oximeter

โดยสมัยนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เราสามารถหาซื้อเครื่อง Oximeter หรือ Pulse Oximeter ที่ทาง ActiveSonic นำเข้ามา สามารถวัดได้ทั้งชีพจร (PR และ PI) และ ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือก (SpO2) มาใช้เองได้ในราคาไม่แพง ทำให้เราสามารถคอยวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้ตลอด ปลอดภัย ใช้งานง่าย เพียงแค่หนีบที่ปลายนิ้ว เครื่อง Oximeter นี้ก็สามารถประเมินผลออกมาผ่านหน้าจอ OLED ได้เลย ซึ่งไม่ต้องเสียบปลั๊กให้ยุ่งยาก เพียงแค่ใช้ถ่าย AAA 2 ก้อน ก็ใช้ได้ยาว พกพาสะดวก

ActiveSonic เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด AOM-001_1
เครื่องวัดความเข้มข้มของออกซิเจนในเลือด วัดจากการหนีบที่ปลายนิ้ว

การวัดค่า SpO2 เป็นประจำ เป็นสิ่งสำคัญต่อทุกเพศ​และทุกวัย เพราะออกซิเจนในเลือดเป็นสิ่งสำคัญมาก การที่มีความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดน้อยเกินติดต่อกัน อาจจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของส่วนอื่นๆ ในร่างกายเราลดลง

อัพเดทสินค้าในช่วงสถานการณ์ COVID-19 .. ในช่วงนี้มีจำนวนออเดอร์เครื่อง Oximeter เข้ามาจำนวนมาก และสินค้ามีจำกัด ทางเราจึงขออนุญาตเปิดให้สั่งโดยการ Pre-order โดยสงวนสิทธิ์ให้กับผู้ที่ชำระเงินก่อนเท่านั้น สอบถามเพิ่มเติมทาง Line: @activesonic

อ้างอิงจากข้อมูลของ พันตรี รองศาสตราจารย์ ดร. รุ่งชัย ชวนไชยกูล วิทยาลัยวิทยศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล (แหล่งข้อมูล mahidol.ac.th)

วิธีไล่หนู วิธีกำจัดหนู เอง สมุนไพร

แชร์ 7 วิธี ไล่หนู กำจัดหนู ด้วยวิธีบ้านๆ

หลายคนส่งสัยว่ามี วิธีไล่หนู ไหนไหมที่ง่ายๆ ทีเดียวจบ คำตอบคือ แทบไม่มี เพราะการที่หนูเข้ามาที่สถานที่ บ้าน อาคาร หรือห้องของเรามาจากหลายปัจจัย เช่นการที่เราใช้ วิธีไล่หนู A อาจจะช่วยไล่ในบ้านได้ หรือหากเราใช้วิธีไล่หนู B ก็อาจจะช่วยไล่ภายนอกบ้านได้ ดังนั้น การใช้ 2-3 วิธีควบคู่กันไป ดูตามความเหมาะสมของแต่ละสถานที่ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ต้องบอกว่าหนูเป็นปัญหาที่ไม่จบไม่สินจริงๆ ถึงแม้ เครื่องไล่หนู แบบไฟฟ้า จะสามารถช่วยไล่หนูในบ้าน หรือในสถานที่ที่เป็น Indoor ได้ แต่หนูก็อาจจะไปอยู่ภายนอก หรือ Outdoor ซึ่งไม่ต้องกังวลไป เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ละสถานที่ควรใช้วิธีไล่หนูที่แตกต่างกัน เช่น ภายในอาคาร ใช้เครื่องไล่หนูไฟฟ้า ห้องละเครื่อง ภายนอกอาคาร ก็สามารถใช้วิธีอื่นที่เหมาะสมกับสถานที่ควบคู่กันไป (เพราะถ้าเอาเครื่องไล่หนูไฟฟ้าไปติดนอกอาคาร โดนน้ำก็คงพังเสียก่อน)

วันนี้แอดมินเลยอยากมาแชร์ วิธีไล่หนู อื่นๆ ที่สามารถทำได้ง่ายมาก ใช้อุปกรณ์บ้านๆ น่านำไปทดลอง มีอะไรบ้างมาดูกันเลย!

7 วิธีไล่หนู กำจัดหนู ด้วยวิธีบ้านๆ

1. เลี้ยงแมว

วิธีนี้อาจฟังดูกวนๆ แต่แอดมินว่าน่าจะมี % ที่จะได้ผลสูง สมัยเด็กๆ บ้านแอดมินที่ต่างจังหวัดมีแมวอยู่ 3-4 ตัว วิ่งเล่นอยู่รอบๆ บ้าน และแถวๆ ในครัว หนูแทบไม่ค่อยจะมาเลย แต่บางบ้านก็เห็นยังมาอยู่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกสถานที่ที่จะสามารถเลี้ยงแมวได้

ใครไม่สะดวกกับการเลี้ยงเจ้าเหมียว หรือกลัวจะหนีเสือปะจรเข้ แบบว่าหนูหาย แต่ต้องมาดูแลแมวเพิ่มอีก ก็ลองมาดูวิธีไล่หนูแบบอื่นกันๆ

2. ทำน้ำยาสมุนไพร ไล่หนู

แอดมินไปเจอสูตรจากเว็บไซต์บ้านและสวนมา ลองทำตามดูแล้วไม่ยากเลย เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายมาก มีอุปกรณ์ดังนี้

  • ข่าสด 3 ขีด
  • กระเทียม 2 ขีด
  • เกลือ 1 ขีด
  • ใบพลูสด 4 ขีด

จากนั้นง่ายมาก เอาใบพลูไปนึงให้สุกก่อน ระหว่างรอ เอาเกลือไปต้มกับน้ำ ไม่ต้องเยอะมาก เสร็จแล้วเอาใบพลูที่นึ่งแล้วมาบดละเอียด และนำสมุนไพรอื่นๆ มาบดตาม ทีนี้เอาน้ำเกลือที่ต้มแล้วเทใส่ คนให้เข้ากัน แล้วก็เอาใส่ถ้วยไปวางในจุดที่หนูชอบมา กลิ่นฉุนๆ นี่แหละที่หนูไม่ชอบ

ข้อเสียของวิธีนี้คือกลิ่นอาจจะจางไว ต้องขยันเติมบ่อยๆ

3. น้ำมันก๊าด

สำหรับสถานที่ Outdoor ที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมามาก และห่างไกลจากวัตถุไวไฟ สามารถใช้น้ำมันก๊าดได้ เนื่องจากมีกลิ่นที่แรงมาก อาจจะเอาไว้ในแก้ว ในถ้วย หรือจะเทใส่ถุงกระสอบ (หรือผ้าอะไรก็ได้) ให้ชุ่มๆ แล้วก็วางไว้ในจุดที่หนูชอบมาเยี่ยม

พยามอย่าลาดลงพื้น เพราะกลิ่นอาจจะติดอยู่อย่างนั้น หรืออาจจะทำให้เกิดคราบบนพื้นได้

ขอย้ำว่าวิธีนี้เหมาะกับสถานที่ Outdoor ที่ห่างไกลจากวัตถุไวไฟนะ ซึ่งถ้าดูแล้วใช้น้ำมันก๊าดไม่ได้ อาจจะลองใช้เป็นลูกเหม็นดูก็ได้ กลิ่นอาจจะอ่อนกว่าแต่ก็น่าลองอยู่

4. กำจัดแหล่งอาหาร วิธีกำจัดหนู ที่ดีที่สุด

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแหล่งอาหาร วิธีกำจัดหนู ที่ได้ผลที่สุดคือ กำจัดแหล่งอาหารออกไปซะ แต่เชื่อเลยว่าพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะไม่ว่าจะมีกลิ่นเหม็นขนาดไหน แต่ถ้าอาหารมันยั่วยวน หนูก็สามารถกลั้นอกกลั้นใจวิ่งเข้าไปหาของกินได้อยู่ดี

เมื่อไม่มีแหล่งอาหาร ครอบครัวของหนูก็เหมือนถูกให้อดอาหารไปด้วย ดังนั้นหนูก็จะเริ่มย้ายแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่

5.ยาเบื่อหนู

น่าจะเป็น วิธีไล่หนู ที่หลายคนคุ้นเคย ยาเบื่อหนูหาซื้อง่าย มีขายตามท้องตลาดทั่วๆ ไป ใช้งานก็ไม่ได้ยาก แค่เอามาวางไว้ ล่อให้หนูมากิน จากนั้นหนูก็จะเสียชีวิต

แต่ปัญหาคือ การเก็บซากหนูไม่ใช่เรื่องสนุกเลย และสำหรับใครที่ไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต วิธีนี้ดูไม่เหมาะเอาซะเลย รวมไปถึงการใช้กับดังต่างๆ ด้วย

แต่ถ้าใครมีผู้ที่สามารถช่วยจัดการเก็บซากได้เรื่อยๆ วิธีนี้ก็น่าสนใจอยู่ แต่อย่างที่บอกว่า ถ้าแหล่งอาหารยังคงอยู่ หนูก็ยังจะมาอยู่ดี และมันก็จะวิ่งไปที่แหล่งอาหารของมัน แทนที่จะมากินยาเบื่อนี้

6. ดูแลเรื่องทางเข้าออกให้ดี

วิธีนี้จะเหมาะกับ Indoor มากกว่า Outdoor เนื่องจากจะเป็นวิธีการควบคุมจุดเข้าออก และช่องทางต่างๆ ที่หนูจะแอบเข้ามาได้

เช่น ปิดประตูตลอดเวลา ห้ามเปิดทิ้งไว้ ตรวจสอบให้ดีว่าหน้าต่างมีรูไหม มุ้งลวดขาดหรือเปล่า รวมถึงท่อระบายน้ำต่างๆ ภายในอาคาร ให้หาตะแกรงมาครอบไว้ ไม่ให้หนูเข้ามาได้

ถ้าใครกำลังจะสร้างบ้านใหม่ อาจจะลองศึกษาแบบบ้านแบบไม่มีฝ้าด้วยซะเลย จะได้ตัดปัญหาหนูขึ้นไปวิ่งบนฝ้า แต่อาจจะต้องลงทุนติดแผ่นกันความร้อนกันหน่อย

7. อุปกรณ์ไล่หนูไฟฟ้า

วิธีนี้เหมาะกับ Indoor มากกว่า Outdoor เช่นกัน โดยจะเป็นการใช้เครื่องที่ปล่อยคลื่นเสียงในย่านที่หนูได้ยิน แต่คนไม่ได้ยิน รวมถึงสัตว์อื่นๆ เช่น สุนัข และแมว ก็ไม่ได้ยินเช่นกัน ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว คลื่นเสียงที่สูงมาก และต่ำมาก ของ Ultrasonic และ Electromagnetic มีโอกาสสร้างความรำคาญแก่หนู ทำลายบางระบบในการรับรู้ของหนู ทำให้หนูไม่อยากเข้าใกล้คลื่นเสียงเหล่านี้

นี่ก็เป็นอีกวิธีที่หลายๆ คนมักจะเลือกใช้ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องถึงแก่ชีวิต ไม่ต้องเสียเวลาในการเตรียมการเหมือนวิธีอื่น และไม่ต้องคอยเก็ยซากให้เหนื่อย เพียงแค่เสียบปลั๊กห้องละเครื่อง หรือในจุดที่หนูอยู่เยอะๆ ทั้งนี้อาจจะต้องใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ ทำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

7 วิธีไล่หนู นี้มีแต่วีธีที่น่าลองทั้งนั้น ว่าแต่ใครจะสะดวกกับวิธีไหนกว่ากันก็ลองเลือกดูได้เลย